Profilo di LEARN_tobelonel...LEARN_tobe_LONELYFotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida

Blog


29 ottobre

ฮารุกิ มุราคามิ....ที่รัก

ผมเข้าใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร แต่ถ้าหากคุณเปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้เป็นถ้อยคำ มันก็จะกลายเป็นเรื่องโกหก

เรียนรู้...เติบโต

บางครั้ง การคาดหวังอะไรที่มากเกินจริง ตราบใดที่เราไม่ท้อ...มันจะผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้า
บางครั้ง การมองลงไปดูคนที่แย่กว่าเรา..ทำให้มองตัวเองสูงเกินจริง
บางครั้ง คนที่เรามองว่า"เด็ก" อาจจะทำให้เราเห็นบางสิ่งที่ยังเป็น"เด็ก" ของตัวเอง..เพื่อเสริมสร้างตัวเองให้โตขึ้น
บางครั้ง เราต้องเป็น"เด็ก"บ้าง
บางครั้ง คนที่เราคาดหวังก็อาจจะทำให้เราผิดหวัง..เมื่อเราได้รู้จักเขาดีขึ้น
บางครั้ง การใช้สมองซีกซ้ายมากเกินไป ทำให้เราลืมใช้หัวใจมอง
บางครั้ง การใช้หัวใจมากไป ก็ทำให้เราทำสิ่งที่ผิดได้โดยง่าย
 
แม้จะเป็นอย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องก้าวเดินต่อไป ....ถึงกระนั้น เรารู้ว่า เราไม่ต้องก้าวไปคนเดียว...
28 ottobre

You've got a friend.

When you're down and troubled
and you need a helping hand
and nothing, whoa nothing is going right.
Close your eyes and think of me
and soon I will be there
to brighten up even your darkest nights.
 
You just call out my name,
and you know wherever I am
I'll come running, oh yeah baby
to see you again.
Winter, spring, summer, or fall,
all you have to do is call
and I'll be there, yeah, yeah, yeah.
You've got a friend.
 
If the sky above you
should turn dark and full of clouds
and that old north wind should begin to blow
Keep your head together and call my name out loud
and soon I will be knocking upon your door.
 
You just call out my name and you know wherever I am
I'll come running to see you again.
Winter, spring, summer or fall
all you got to do is call
and I'll be there, yeah, yeah, yeah.
 
Hey, ain't it good to know that you've got a friend?
People can be so cold.
They'll hurt you and desert you.
Well they'll take your soul if you let them.

Oh yeah, but don't you let them.
You just call out my name and you know wherever I am
I'll come running to see you again.
Oh babe, don't you know that,
Winter spring summer or fall,
Hey now, all you've got to do is call.
Lord, I'll be there, yes I will.

You've got a friend.
You've got a friend.

Ain't it good to know you've got a friend.
Ain't it good to know you've got a friend.
 
You've got a friend.

....เป็นเพลงที่ดีจริงๆ
 
 
 
จบ
19 ottobre

Konayuki

เพลงจาก 1 Litre Of Tears หนังเรื่องนี้มันช่าง....ทรมาณใจ ยิ่งดูyoutubeด้วยแล้ว...ฆ่ากันเลยดีกว่า

ทำไมเรื่องมันถึงเศร้าได้สุดๆขนาดนี้นะ....ใครอยากร้องไห้ รีบไปหามาดูด่วน!!!!

Konayuki (jp: powdered-snow)
Remioromen
konayuki, mau kisetsu wa
itsumo surechigai
hitogomi ni magiretemo
onaji sora miteru no ni

powdered-snow, within the revolving seasons
we always miss each other [1]
although we got separated within the crowd,
we look into the same sky

kaze ni fukarete
nita you ni kogoeru no ni

blown in the wind,
we feel the same chills

boku wa kimi no subete nado
shitte wa inai darou
soredemo ichiokunin kara
kimi wo mitsuketa yo

everything about you, [2]
guess I don’t really know
even so, from one hundred million
I still found you [3]

konkyo wa nai kedo
honki de omotterun da

although i’m not really sure, [4]
i’m seriously thinking about it

sasai na iiai mo nakute wararai, wararai
onaji jikan wo ikite nado ikenai
sunao ni narenai nara
yorokobi mo kanashimi mo munashii dake

if slight quarrels may lose our laughters
then we must not live in the same moment of time
if we can’t be honest to each other [5]
happiness and sadness are just empty

konayuki nee kokoro made shiroku somerareta nara
futari no kodoku wo wake au koto ga dekita no kai

powdered-snow, until our hearts become white-dyed
let us meet so that we can share our loneliness

boku wa kimi no kokoro ni, mimi wo oshiatete
sono koe no suru hou e sutto fukaku made
orite yukitai, soko de mou ichido aou

i want to put my ears into your heart
to hear the voice that gently leads into the depth
i want to go descend, and let us meet once again there

wakariaitai nante morarai, morarai
uwabe wo nadete ita no wa boku no hou
kimi no kajikanda te mo
nigirishimeru koto dake de tsunagatteta no ni

although I say that I want to understand,
but I can only stroke the surface of my words
even your hands that have become cold,
only by holding them tightly, we were connected

konayuki nee eien wo mae ni amari ni moroku
zaratsuku ASUFARUTO
no ue shimi ni natte yuku yo [6]

powdered-snow, even too fragile before the eternity
fell and became stain upon the rough asphalt

konayuki nee toki ni tayorinaku kokoro wa yureru
soredemo boku wa kimi no koto mamoritsudzuketai…

powdered-snow, in such time unreliable, shaking my heart
even so, I want to keep on protecting you…

konayuki nee kokoro made shiroku somerareta nara
futari no kodoku wo tsutsume sora ni kaesu kara…

powdered-snow, until our hearts become white-dyed
wrap up our loneliness, return it to the sky…

05 ottobre

ปัญญาจารย์ บทที่2

      ข้าพเจ้ารำพึงว่า "มาเถอะ มาลองสนุกสนานกันดู เอ้า จงสนุกสนานใจไป" แต่ดูเถิด เรื่องนี้ก็อนิจจังเช่นกัน ข้าพเจ้าพูดเกี่ยวการหัวเราะว่า "บ้าๆบอๆ" และกล่าวถึงความสนุกสนานว่า "มีประโยชน์อะไร" ข้าพเจ้าคิดดูว่าจะทำอย่างไร กายจึงจำคึกคักด้วยเหล้าองุ่น และใจยังคงแนะนำข้าพเจ้าว่าสติปัญญาและจะยึดความเขลาไว้อย่างไร จนข้าพเจ้าจะเห็นได้ว่า อะไรจะดีสำหรับให้บรรดาบุตรของมนุษย์กระทำภายใต้ท้องฟ้าตลอดชีวิตของเขา ข้าพเจ้ากระทำการใหญ่โต ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนหลายหลังและทำสวนองุ่นหลายแปลง ข้าพเจ้าทำสวนผลไม้และสวนหย่อยใจหลายแห่ง ปลูกต้นไม้มีผลหลายอย่างไว้ในสวนนั้น ข้าพเจ้าสร้างสระน้ำหลายสระสำหรับตัวเอง เพื่อใช้น้ำในสระนั้นรดหมู่ไม้ที่กำลังงอกงาม ข้าพเจ้าซื้อทาสชายหญิงไว้มีทาสเกิดขึ้นในบ้านข้าพเจ้ามีฝูงโคฝูงแพะแกะเป็นสมบัติมากกว่าของบรรดาคนที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มก่อนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสะสมเงินทองไว้ด้วยและส่ำสมทรัพย์สมบัติที่คู่ควรกับกษัตริย์และคู่ควรกับเมืองทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีนักร้องชายหญิงสำหรับตัวและเมียน้อย ซึ่งเป็นสิ่งชอบใจผู้ชาย
 
      ข้าพเจ้าจึงเป็นใหญ่เป็นโตกว่าบรรดาคนที่เคยอยู่มาก่อนข้าพเจ้าในเยรูซาเล็ม และสติปัญญาของข้าพเจ้ายังคงอยู่กับข้าพเจ้าด้วย สิ่งใดๆที่นัยน์ตาข้าพเจ้าอยากเห็น ข้าพเจ้าก็ไม่ปิดบัง ข้าพเจ้ามิได้ห้ามใจจากความสนุกสนานใดๆ เพราะใจข้าพเจ้าพบความเพลิดเพลินในบรรดางานของข้าพเจ้า และนี่เป็นรางวัลจากการงานของข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าหันมาดูบรรดาสิ่งที่มือข้าพเจ้ากระทำ และความเหน็ดเหนื่อยที่ข้าพเจ้าทุ่มเทลงไปและ ดูเถิด ทุกอย่างก็อนิจจัง คือกินลมกินแล้ง และไม่มีประโยชน์อะไรภายใต้ดวงอาทิตย์
 
      ข้าพเจ้าจึงหันมาพิเคราะห์สติปัญญา ความบ้าบอ และความเขลา เพราะคนที่มาภายหลังกษัตริย์ จะทำอะไรได้บ้าง เขาก็กระทำสิ่งที่เขากระทำกันมานานแล้วได้ ข้าพเจ้าเห็นว่าสติปัญญาวิเศษกว่าความเขลา เหมือนความสว่างวิเศษกว่าความมืด คนมีสติปัญญามีตาอยู่ในสมอง แต่คนเขลาเดินในความมืด ถึงกระนั้นข้าพเจ้ายังเห็นว่า เคราะห์อย่างเดียวกันเกิดขึ้นแกเขาทั้งมวล ข้าพเจ้ารำพึงว่า "เคราะห์กรรมอันใดเกิดแก่คนเขลาฉันใด ก็คงจะเกิดกับตัวข้าพเจ้าฉันนั้น ถ้ากระนั้นแล้วข้าพเจ้าจะมีสติปัญญามากมายทำไมเล่า" ข้าพเจ้าจึงรำพึงว่าเรื่องนี้ก็อนิจจังเหมือนกัน เพราะไม่มีใครระลึกถึงคนมีสติปัญญาเช่นเดียวกับคนเขลา ด้วยเห็นว่าในอนาคตก็ลืมกันไปหมดแล้ว พุธโธ่ คนมีสติปัญญาก็ตายเหมือนคนเขลา ข้าพเจ้าจึงเกลียดชีวิต เพราะว่าการงานที่เขากระทำกันภายใต้ดวงอาทิตย์ก่อความสลดใจแก่ข้าพเจ้า เพราะสารพัดก็อนิจจังคือกินลิมกินแล้ง
 
      ข้าพเจ้าเกลียดการงานทั้งสิ้นของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าตรากตรำอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ เพราะข้าพเจ้าจำต้องละการนั้นไว้ให้แกคนที่มาภายหลังข้าพเจ้า แล้วใครจะไปทราบว่าเขาคนนั้นจะเป็นคนมีสติปัญญาหรือคนเขลา กระนั้นเขาก็ครอบครองบรรดาการงานของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้ตรากตรำมาภายใต้ดวงอาทิตย์ ด้วยว่ามีคนทำงานโดยใช้สติปัญญาความรู้ และความชำนาญ แต่แล้วก็ละการนั้นให้เป็นส่วนของอีกคนหนึ่ง ที่หาได้ออกแรงเพื่อการนั้นไม่ นี่ก็อนิจจังด้วยแล้วสามานย์ยิ่ง เพราะว่าเขาได้อะไรจากบรรดางานตรากตรำ และคร่ำเครียดที่เขาต้องทำภายใต้ดวงอาทิตย์เล่า ด้วยว่าปีเดือนของเขามีแต่ความเจ็บปวด และกิจธุระของเขาก่อความสลดใจ ถึงกลางคืนจิตใจเขาก็ไม่หยุดพักสงบ นี่ก็อนิจจังด้วย
 
      สำหรับมนุษย์นั้นไม่มีอะไรดีไปกว่ากินและดื่ม กับหาความชื่นบานในการงานของเขา นี่แหละข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นมาจากพระหัตย์ของพระเจ้า ด้วยถ้าไม่อาศัยพระองค์แล้วใครจะกินได้เล่า หรือใครจะมีความชื่นบานได้ เพราะว่าพระเจ้าประทานสติปัญญา ความรู้ และความยินดีให้แก่คนที่องค์ทรงพอพระทัย แต่ส่วนคนบาปพระองค์ประทานงานที่ต้องเก็บเกี่ยวและสะสม เพื่อให้แก่ผู้ที่พระเจ้าพอพระทัย นี่ก็อนิจจังด้วยคือกินลมกินแล้ง

ขอบคุณ

ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ
 
เดียร์ ที่ช่วยเอาภาพสามมิติลงดรออิ้ง ทำแอสเซมบลี และใส่ไดเมนชั่นให้อย่างใจเย็น ....ทั้งๆที่ตัวเองก้อต้องส่งเฟอร์เหมือนกัน ขอบคุณมากนะ
ยุ้ย ที่ช่วยตามน้องให้ตลอดว่าเป็นงัยบ้าง จัดอิสลาส ทำให้กลายเป็นดรออิ้งจริง...พร้องส่งอ.
 
ขอบคุณพวกแกมาก เพราะด้วยความโง่เรื่องการทำสามมิติของเรา เลยต้องรบกวนคนอื่น ขอบคุณนะ เพราะถ้าพวกแกไม่ช่วย ต้องไม่เสร็จแหง่มๆ....ไม่ใช่สิ ไม่ใช่ไม่เสร็จ ถ้าให้เราทำคนเดียว ไม่มีทางทำได้แน่ๆ ในเวลาจำกัดขนาดนี้
.....ขอบคุณนะ

ปัญญาจารย์ บทที่1

ถ้อยคำของปัญญาจารย์ ผู้เป็นเชื้อสายของดาวิด กษัตริย์ในกรงเยรูซาเล็ม
 ปัญญาจารย์กล่าวว่า
 อนิจจัง อนิจจัง
  อนิจจัง อนิจจัง อนิจจัง สารพัดอนิจจัง
 ที่มนุษย์ทำงานตรากตรำกลางแดด
  เขาได้ประโยชน์อะไรจากงานที่เขาทำนั้น
 ชาติพันธุ์หนึ่งล่วงไป และอีกชาติพันธุ์หนึ่งก็มา
  แต่แผ่นดินโลกคงเดิมอยู่เป็นนิตย์
 ดวงอาทิตย์ขึ้น และดวงอาทิตย์ตก
  แล้วรีบไปถึงที่ซึ่งขึ้นมานั้น
 ลมพัดไปทางใต้
  แล้วลมพัดกลับตามทางเวียนของมัน
 แม่น้ำทั้งหลายไหลไปสู้ทะเล
  แต่ทะเลก็ไม่เต็ม
 แม่น้ำไหลไปสู่ที่ใด
  ก็ไหลไปสู่ที่นั่นอีก
 สารพัดเหนื่อยกันหมด
  คนใดๆก็พูดไม่ออก
 นัยน์ตาก็ดูไม่อื่ม
  หรือหูก็ฟะงไมได้ยิน
 สิ่งที่เป็นขึ้นแล้ว คื่อสิ่งที่จะเป็นขึ้นอีก
  สิ่งที่ทำกันแล้ว คือสื่งที่จะต้องทำกันอีก
  และไม่มีสิ่งใดใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์
 มีสักสิ่งหนึ่งหรือทีเขาจะพูดได้ว่า
  "ดูซิ สิ่งนี้ใหม่"
 สิ่งนั้นมีอยู่แล้ว
  ในสมัยก่อนเราทั้งหลาย
 ไม่มีการจดจำถึงสมัยก่อน
  และไม่มีการจดจำ
 สิ่งหลังๆที่จะเกิดมา
  ในบรรดาท่ามกลางผู้ที่มาภายหลัง
 
ข้าพเจ้า ปัญญาจารย์ เคยเป็นกษัตริย์เหนื่ออิสราเอลในกรุงเยรูซเล็ม และข้าพเจ้าตั้งใจเสาะและแสวงหาโดยสติปัญญา สิ่งที่กระทำกันภายใต้ฟ้าสวรรค์ เป็นเรื่องยากลำบากมากซึ่งพระเจ้าประทานให้มนุษย์ทำกันอยู่นั้น ข้าพเจ้าเคยเห็นการทั้งปวงซึ่งเขากระทำกันภายใต้ดวงอาทิตย์ และดูเถิด สารพัดก็อนิจจัง คือกินลมกินแล้ง
 อะไรที่จะทำให้ตรงไม่ได้
  และอะไรที่ขาดอยู่ก็จะนับให้ครบไม่ได้
  ข้าพเจ้ารำพึงว่า "ข้าพเจ้ามีสติปัญญามากยิ่ง มากกว่าใครๆที่ครอบครองอยู่เหนือกรุงเยรูซาเล็มมาก่อนข้าพเจ้า ใจข้าพเจ้าก็เจนจัดในสติปัญญาและความรู้อย่างยิ่ง ข้าพเต้าก็ตั้งใจรู้สติปัญญา รู้ความบ้าบอ และความเขลา ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าเรื่องนี้ก็เป็นแต่กินลมกันแล้วด้วย
 เพราะในสติปัญญามากๆก็มีความทุกข์ระทมมาก
  และบุคคลที่เพิ่มความรู้และความเศร้าโศก
 
 
 
03 ottobre

พระผู้เลิศ

	พระผู้เลิศ ยึดมือข้า  นำข้าเดินก้าวมั่นคง
ข้าเหน็ดเหนื่อย  ข้าอ่อนแรง  ข้าระโหย
พายุกล้า   ราตรีกาล   นำข้าไป   สู่สว่าง
ยึดมือข้า  พระผู้เลิศ  นำกลับบ้าน
	เมื่อหนทางวิกฤต   พระผู้เลิศ  โปรดสถิต
เมื่อชีวิตดั่งแสงริบหรี่   ข้าร่ำไห้  โปรดสดับ ยึดข้ามั่น
ไม่ล้มลง  ยึดมือข้า  พระผู้เลิศ นำกลับบ้าน
 
คนที่แปลเพลงนี้เป็นเพื่อนของแม่...เค้าเป็นมะเร็งตั้งแต่ยังสาว ช่วงที่เค้าแปลเพลงนี้เป็นช่วงที่เค้าได้ต่อสู้กับการทำคีโมอย่างหนัก 
...ขอบคุณพระเจ้าที่เค้ายังมีสันติสุขในพระองค์ เพราะเค้ารู้ว่า พระองค์จะทรงอยู่ด้วยตลอดเวลา
เมื่อคืนนี้..ได้ดู 1 lite of tear เป็นเด็กผู้หญิงที่เป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาและต้องสูญเสียการควบคุมอวัยวะต่างๆในร่างกาย
ไปทีละอย่าง ...เค้าถามว่า ทำมัยพระเจ้าต้องเลือกเค้า...ให้เผชิญหน้ากับโรคนี้
....ก็เพราะว่าพระเจ้ารู้ว่า "ต้องเป็น" เค้า "เท่านั้น" ที่จะผ่านเหตุการณ์เหล่านี้ไปได้ ...(อันนี้ตอบเอง หนังไม่ได้พูดถึง..หึ)